• ควอซ์ (Quartz) (ตอนที่ 3)

    ควอซ์ (Quartz)

    การจำแนกควอตซ์จากพลอยชนิดอื่น:

    แยกควอตซ์ผลึกเดี่ยว จาก

    Beryl                                       ใช้ Rl, optic character, optic figure และ SG

    Labradorite                            ใช้ Rl, optic character, SG, cleabage, กำลังขยายและ Optical phenomena

    Scapolite                                                ใช้ optic character, SG, cleabage, Rl, birefringence, SG และ fluorescence

    Synthetic quartz                    ใช้กำลังขยาย, สี, และ twinning pattem

    Chalcedony                            ใช้ลักษระภายนอก, fracture, SG, และ birefringence

    Orthoclase                             ใช้ Rl, optic character, SG,  และ cleabage

    แยกอะเวนจูรีน ควอตซ์ จาก

    มรกต                                      ใช้ลักษณะภายนอก Rl, กำลังขยายและ SG

    Dyed green quartz                 ใช้กำลังขยายและ spectrum

    Sunstone, aventurine feldspar              ใช้ fracture, cleavage, ลักษณะภายนอก และ Rl

    Chalcedony                            ใช้ลักษณะภายนอก, fracture และ SG

    Amazonite microcline         ใช้ลักษณะภายนอก, Rl, racture, cleavage และ SG

    ลักษณะเด่น:

    มีแถบสี, twinning, มลทินของไหล, มลทิน 2 สถานะ, มลทิน 3 สถานะ, ผลึกลวง (negative crystal), อาจแสดงลักษณะทางแสงแบบตาวัว (bull’s eye) หรือ Airy’s spiral optic figure

    Iris quartz- มี iridescent fractures

    Star quartz- มีมลทินเล็กๆจำนวนมาก (tiny inclusions) อาจมีการฉาบสีด้านหลังเพื่อเพิ่มสีสันและเน้นสาแหรก

    อะเวนจูรีน ควอตซ์มีมลทินเป็นแผ่นๆ (flake or platelet) ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางแสงอะเวนจูเรสเซนส์

    Dumortierite quartz – มีวรรณรงค์เด่นชัดออก สีฟ้า

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : th.wikipedia.org

    CR : ของขวัญวันแห่งความรัก

  • ผลึกของอัญมณี (Crystal)

    ผลึกของอัญมณี (Crystal)

    ผลึกของอัญมณี (Crystal)

    เป็นวัตถุของแข็งซึ่งมีการจัดเรียงตัวของอะตอมเป็นรูปทรง มีโครงสร้างที่แน่นอนใน 3 ทิศทาง ผลึกเป็นสมบัติทางกายภาพอย่างหนึ่งที่เห็นได้เด่นชัด อัญมณีที่เกิดเป็นผลึกและมีรุปผลึก (Crystal Form) มากมายหลายรูปแบบ แต่มีอัญมณีบางชนิดที่เกิดโดยไม่มีรูปผลึก หรือเรียกว่าอันยรูป (Amorphous) เช่น โอปอ แก้วธรรมชาติ มีการจัดระบบผลึกโดยจัดแบ่งตามโครงสร้างเรียงตัว และลักษณะความสมมาตรของผลึก ออกเป็น 6 ระบบดังนี้

    ระบบไอโซเมตริก  (Isometric System) หรือ คิวบิก  (Cubic  System)

    ระบบสามแกนเท่า มีแกนผลึก 3 แกนเท่ากันและทำมุม ตั้งฉากซึ่งกันและกัน ตัวอน่างรูปผลึก  (Crystal Form) ในระบบนี้ที่เห็นชัด คือ รูปคิวบิก (Cubic) มีลักษณะคล้ายลูกเต๋า รูปแบบผลึกปกติทั่วไปของระบบคิวบิกจะเป็นผลึกรูปทรง  Cube, Octahedorn, Dodecahedron, Trapezohedron, Hexoctahedron อัญมณีที่เกิดในระบบผลึกคิวบิกได้แก่ เพชร การ์เนต ไพไรต์ สปิเนล ฟลูออไรต์ ลาพิสลาซูลี โซดาไลต์ สฟาเลอไรต์ เป็นต้น สำหรับรูปทรงผลึก Dodecahedron หน้าคล้ายลูกตะกร้อ ได้แก่ การ์เนต รูปผลึกทรง Octahedorn หน้าคล้ายปิรามิดฐานสี่เหลี่ยนมประกบก้นกันได้แก่ เพชร เป็นต้น

    ระบบเททระโกนาล (Tetragonal System)

    ระบบสองแกนเท่า มีแกนผลึก 3 แกนทำมุมตัดกัน 90 องศา และมีแกนผลึก 2 แกนเท่านั้นที่ยาวเท่ากันตัดกันเป็นมุม 90 องศา แกนที่ 3 อาจจะยาวหรือสั้นกว่าได้ และจะตั้งฉาก กับระนาบของแกนทั้งสองรุปหน้าตัดของแร่ในระบบนี้จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น ดีบุก (Cassiterrite), เพทาย (Zircon), รูไทล์ (Rutie) เป็นต้น

    ระบบเฮกชะโกนาล (Hexagonal System)

    ระบบสามแกนราบ มีแกนผลึก 4 แกน ซึ่งมี 3 แกนที่ยาวเท่ากัน และทำมุมตัดกัน 60 องศาอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนแกนผลึกที่ 4 ยาวกว่าหรือสั้นกว่าก็ได้ และวางตัวตั้งฉากกับระนาบของทั้ง 3 แกนผลึกนี้ เช่น ควอตซ์ (Quartz), คอรันดัม (Corundum), เบริล (Beryl), ทัวร์มาลีน (Tourmaline) เป็นต้น

    ระบบออร์โทรอมบิก (Orthorhombic System)

    ระบบสามแกนต่างๆ มีแกนผลึก 3 แกนซุ่งยาวไม่เท่ากัน และตัดกันเป็นมุม 90 องศา รุปหน้าตัดจะเป็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้า เช่น โทแพซ (Topaz), โอวิลีน (Olivine), คริโซเบริล (Chrysoberyl), แอนดาลูไซต์ (Andalusite), สตอโรไลต์ (Staurolite), แบไรต์ (Bartie), แร่กำมะถัน (Sulfur), เซเลสไทต์ (Celestile), ไอโอดลต์ (Lolite), แดนบูไรต์ (Danburite), เอนสตาไทต์ (Enstatile), ไฮเพอร์สทีน (Hypersthene), เฮมิมอร์ไฟต์ (Hemimorphite), และซอยไซต์ (Zotsite) เป็นต้น

    ระบบโมโนคลินิก (Monoclinic System)

    ระบบหนึ่งแกนเอียง มีแกนผลึก 3 แกนยาวไม่เท่ากัน และมี 2 แกนตัดตั้งฉากกัน ส่วนแกนที่ 3 ตัดทำมุมกับ 2 แกนแรก เช่ย ยิปซัม (Gypsum), ออร์โทเคลส สฟีน (Sphene), สปอดูมีน (Spodumene) เป็นต้น

    ระบบไทรคลินิก (Triclinic System)

    ระบบสามแกนเอียง มีแกนปผลึก 3 แกนยาวไม่เท่ากัน และแกนทั้ง 3 ทำมุมตัดกันไม่เท่ากับ 90 องศา เช่น แร่ไมโครไลน์ โรโดไนต์ (Rhodonite) และ เทอร์คอยส์ (Turquoise) เป็นต้น

    อัญมณีที่มีรูปผลึกไม่ชัดเจนเพราะเกิดเป็นผลึกเล็กๆ เบียดอัดกันแน่นจะเรียกว่า crystalline aggregate เช่น หยกเจไดต์ หยกเนไรต์ สำหรับอัญมณีที่มีผลึกละเอียดมากไม่สามารถมองดูด้วยตาเปล่า หรือภายใต้กล้องจุลทรรศน์ได้ เรียกว่า cryptocrystalline aggregate เช่น คาล์ซิโดนี (ควอตซ์เนื้อละเอียด)

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : maesodgemsmarket.com และhoroscope.thaiza.com

    CR : LenYa Jewelry เครื่องประดับอัญมณี

  • ควอตซ์ (Quartz) (ตอนที่ 1)

    ควอตซ์ (Quartz)

    ควอตซ์ (Quartz)

    ควอตซ์ (quartz) มีรากศัพท์มาจากภาษาเยอรมันโบราณวา “quarz” ส่วนในประเทศไทยนั้นจะเรียกว่า “เขี้ยวหนุมาน”องค์ประกอบทางเคมี:        ซิลิกอนไดออกไซต์ (Silicon dioxide, SiO2)

    ระบบผลึก:                             ไทรโกนัล (Trigonal)

    ชื่อและชนิดทางการค้า:         ควอตซ์สามารุแบ่งแยกประเภทเพื่อง่ายต่อการจดจำโดยแบ่งเป็นประเภทผลึกเดี่ยวและผลึกกลุ่มได้ดังนี้  ผลึกเดี่ยว (Single crystal)

    ชื่อและชนิดทางการค้า

    สี

    Rock crystal

    ใสไม่มีสี

    แอเมทิสต์ (Amethyst)

    สีม่วง

    ซิทริน (Citrine)

    สีเหลือง

    อะเมทริน (Ametrine)

    สีม่วงและสีเหลืองอยู่ในเม็ดเดียวกัน

    Smoky quartz

    สีน้ำตาล บางครังพบสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ

    ควอตซ์สีชมพู (Rose quartz)

    สีชมพู

    Rutilated quartz

    มีมลทินเส้นเข้มของแร่รูไทล์

    Tourmalinated quartz

    มีมลทินเนเข้มของแร่ทัวร์มาลีน

    ผลึกกลุ่มเนื้อละเอียด (Polycrystaline)

    1. คาลซิโดนี (Chalcedony) เป็นควอตซ์ผลึกละเอียดที่มีการเรียงตัวของผลึก แบ่งได้ตามตาราง ดังนี้

    ชื่อและชนิดทางการค้า

    สี

    Cornelian

    สีส้ม – สีแดง

    Sard

    สีน้ำตาล

    Chrysoprase

    สีเขียวแกมเหลือง (สีเกิดจากธาตุมลทินภายใน)

    Prase

    สีเขียวดำ ความเข้มของสีน้อยกว่า Chrysoprase

    Onyx

    แถบสีชั้นสีดำและทำสลับกันเป็นแนวตรง

    Bloodstone

    สีเขียว มีจุดสีแดงของเหล็กออกไซด์

    Chrome chalcedony

    สีเขียวเข้ม – เขียวอ่อน

    Agate

    มีลักษณะเป็นชั้นหรือแถบ (พบได้หลายสี)

    Moss agate

    มีมลทินออกไซต์ของเหล็ก และแมงกานีส มีลักษณะเป็นเส้นใยคล้ายต้นไม้

    Fire agate

    เป็นคาลซิโดนี่ที่แสดงการเหลือบสีออกแดง

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : th.wikipedia.org



     

  • เบริล (Beryl) (ตอนที่ 2)

    Beryl

    Beryl

    2. อะความารีน (Aquamarine)

    เป็นชนิดหนึ่งของแร่เบริล มีสีเขียมแกมฟ้า แหล่งใหญ่ของเบริลนี้อยู่ที่บราซิล มาดากัสการ์ และสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยอะความารรีนที่ จ.ราชบุรี จะมีเนื้อขุ่นและมีรอยร้าวมาก ส่วนที่มีเนื้อใสพบที่ จ.ตาก และเนื้อผลึกสีน้ำเงินที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยจะไม่พบมรกตเลยเนื่องจากพื้นที่ของประเทศไทยไม่มีธาตุโครเมียม ซึ่งเป็นธาตุที่ให้สีเขียวในแร่เบริล

    3. เบริลสีอื่นๆ

    เรียกเป็นชื่อต่างๆดังนี้ “เบริลสีเขียว(Green beryl)” มีสีเขียวอ่อน เขียวอมเหลือง ซึ่งมีสีอ่อนเกินกว่าที่จะเรียกเป็นมรกต “เบริลสีทอง (Golden beryl)” มีสีเหลืองอมเขียว-อมส้ม น้ำตาลอมเหลืองหรือเรียกว่า เฮลิโอดอร์(Heliodor)” ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า “Helios” หมายถึง พระอาทิตย์ และ “Doron” หมายถึง ของขวัญ “เบริลสีกุหลาบ(Morganite)” มีสีชมพู ส้มแดง แดงอมม่วง หรือเรียกว่า Rose beryl ซึ่งมาจากชื่อ Mr J.P.Morgan “เบริลไร้สี(Goshenite)” ใสไม่มีสีมาจากชื่อเมือง Goshen รัฐเมสซาซูเสต อเมริกา “เบริลตาแมว(Cat’s eye beryl)” มีหลายสีและแสดงปรากฏการณ์คล้ายตาแมว “เบริลสาแหรก(Star beryl)” มีสีน้ำตาลเข้มอมเหลืองถึงดำ แสดงปรากฏการณ์คล้ายดาว “เบริลสีน้ำเงิน (Maxxe beryl)” มีสีน้ำเงินเข้ม อาจจะขายในนาม Halbanite “เบริลสีแดง (Red beryl)” หายาก สีแดง มีสีเข้มและมืดกว่า Morganite มีอีกชื่อหนึ่งคือ “บิกซ์ไบต์ (Bixbite)”

    การปรับปรุงคุณภาพ:

    มรกตจัดเป็นพลอยที่มีการปรับปรุงคุณภาพมากที่สุดเนื่องจากมีลักษณะรอยแตกภายในค่อนข้างมาก จึงนิยมใส่สารเพื่อช่วยบดบังรอยแตกนั้นๆ ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันแร่ หรือแม้แต่น้ำมันหล่อลื่น โดยสารพวกนี้จะซึมเข้าไปในรอยแตกนอกจากนี้ยังใช้สารที่มาจาก ยางสนธรรมชาติที่เรียกว่า Canada balsam หรือสารอินทรีย์จำพวกโพลิเมอร์ พลาสติก ซึ่งมีค่าดัชนีหักเหใกล้เคียงกับมรกต ส่วน Cedar wood oil และสารจากธรรมชาติอื่นๆที่มีค่าดัชนีหักเหพอๆกันจะมีราคาแพงกว่าเราอาจมองไม่เห็นสารที่ว่านี้แม้ใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงๆ

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : www.dmr.go.th

  • สมบัติทางกายภาพ

    สมบัติทางกายภาพ (Physical properties):

    ความแข็ง (Hardness):                                       9(Mohs’ scale of hardness)

    ความถ่วงจำเพาะ (Specific gravity):              3.95 – 4.10 (ประมาณ 4.0)

    รอยแตก (Fracture):                                           แบบก้นหอย (Conchoidal)

    แนวแยก (Parting):                                             เกิดขนานกับหน้า basal และ rhombohedral ของผลึก

    ลักษณะเด่น:

    แหล่งที่พบ

    ลักษณะมลทินที่พบ

    พม่า,ศรีลังกา มลทินแบบเส้นเข็ม
    ไทย,ศรีลังกา มลทินของไหล
    ศรีลังกา,มาดากัสการ์ มลทินผลึกแร่เซอร์คอน
    ศรีลังกา มลทินเส้นสีหรือแถบสี

     

    มลทินดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างมลทินที่พบมากในทับทิมแหล่งที่ระบุ แต่สามารถพบมลทินลักษณะต่างๆดังกล่าวในทับทิมจากแหล่งอื่นๆที่ไม่ได้ระบุได้เช่นกัน

    กำเนิด และแหล่งที่พบ (Formation and localities):

    คอรันดัมส่วนใหญ่พบในแหล่งปฐมภูมิ เกิดแบบการแปรสภาพ (metamorphic) เช่นในหินอ่อน ร่วมเกิดในกระบวนการหินอัคนี (igneous process) นอกจากนี้ยังเกิดได้ด้วยกระบวนการทุติยภูมิในแหล่งสะสมตัวแบบลานแร่ (gem gravel deposits) ซึ่งในประเทศไทยมักจะพบในแหล่งสะสมตัวชนิดทุติยภูมิ บริเวณใกล้กับหินบะซอลต์ยกตัวอย่างเช่น ในบริเวณจังหวัดจันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ในต่างประเทศพบที่พม่า เวียดนาม ปากีสถาน แอฟริกา กัมพูชา ศรีลังกา แทนซาเนีย อเมริกา มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย แคชเมียร์

    การปรับปรุงคุณภาพ (Enhancement):

    การเผาแล้วควบคุมอุณหภูมิให้เย็นลง เพื่อลดมลทินแร่รูไทล์ที่กระจายทั่วให้กลับคืนเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อแร่ มีความคงทน ถ้าเผาไม่เกิน 1600 องศาเซลเซียส และไม่ให้เย็นลงช้า

    การเผาแล้วให้เย็นตัวช้าๆ เพื่อทำให้เกิดหรือปรับปรุงลักษณะรูปดาวให้ดีขึ้น มีความคงทน ถ้าเผาไม่เกิน 1600 องศาเซลเซียส และไม่ให้เย็นตัวเร็ว

    การเผาแพร่กระจายสี (เผามากกว่า 1900 องศาเซลเซียส ในสารไทเทเนียมออกไซด์ หรือสารให้สีอื่นๆ) เพื่อทำให้เกิดหรือปรับปรุงลักษณะรูปดาว แพร่สีเข้าสู่ผิวของแร่ มีความคงทน

    การเผาเพื่อไล่สีม่วง น้ำตาล ออก มีความคงทน

    การย้อมสี จุ่มอาบในน้ำมัน เพื่อซ่อนรอยแตก เพิ่มความเข้มของสี ปรับปรุงสี ไม่คงทน น้ำมันอาจแห้ง ทำให้สีเปลี่ยนไป การอัดเติมช่องว่าง รอยแตกด้วยแก้ว เพื่อซ่อนรอยแตก ช่องว่าง เพื่อเพิ่มน้ำหนักไม่คงทน

    การดูแลรักษา:

    พลอยในกลุ่มคอรันดัมสามารถทำความสะอาดได้ด้วยเครื่องอัลตราโซนิค เครื่องฉีดไอน้ำ หรือใช้น้ำสบู่อุ่นทำความสะอาด แล้วตากลมให้แห้ง

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : geothai.net

  • เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบอัญมณี ตอนที่ 1

                 เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์อัญมณีนั้น มีสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญ คือ จะต้องไม่ทำให้อัญมณีที่ทำการตรวจสอบเกิดการชำรุดเสียหาย เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์อัญมณี สามารถแบ่งได้ตามการวิเคราะห์สมบัติต่างๆ ของอัญมณี เช่น เครื่องทอตรวจวิเคราะห์โดยใช้สมบัติทางกายภาพ สมบัติทางแสง และการตรวจสอบโดยใช้กำลังขยาย เพื่อสังเกตลักษณะทั่วไปของอัญมณีตลอดจนมลทินภายใน และตำหนิภายนอก เป็นต้น

    เครื่องประดับ

    เครื่องประดับ

     

    เครื่องมือตรวจสอบอัญมณีโดยใช้กำลังขยาย(Optical Magnification)

    เครื่องมือตรวจสอบอัญมณีโดยใช้กำลังขยาย เป็นเครื่องมือที่ใช้สังเกตลักษณะทางกายภาพเบื้องต้นของอัญมณี ตั้งแต่ลักษณะภายนอก การเจียระไน ตลอดจนมลทินภายในของอัญมณี ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่

    1. แว่นขยายกำลังขยาย 10 เท่า(10X Loupe)

    แว่นขยาย(Loupe) เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการตรวจสอบอัญมณีที่เป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป เพราะมีขนาดเล็กสะดวกในการพกพา สามารถใช้ตรวจสอบลักษณะเบื้องต้นของพลอยทั้งเม็ด เช่นรอยขีดข่วน, รอยแตก หรือบิ่น ความสมมาตรของเหลี่ยมเจียระไน สังเกตรอยแตก(Fracture) หรือแนวแตกเรียบ(Cleavege) รวมไปถึงมลทินภายในพลอย เช่น มลทินผลึกแร่ โครงสร้างการเติบโตของผลึก ฟองอากาศ ซึ่งช่วยในการแบ่งแยกอัญมณีธรรมชาติกับอัญมณีที่มนุษย์ทำขึ้น นอกจากนั้นยังอาจสามารถบ่งบอกการปรับปรุงคุณภาพของอัญมณีได้อีกด้วย

    แว่นขยายที่ใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบอัญมณี จะมีกำลังขยาย 10 เท่า(10X) นั่นคือ สามารถสังเกตเห็นภาพได้ใหญ่กว่าขนาดวัตถุจริง 10 เท่า แว่นขยายที่เหมาะสมสำหรับใช้ตรวจวิเคราะห์อัญมณีนั้นเป็นแบบ Triplet Lens ประกอบด้วยเลนส์จำนวน 3 ชิ้น คือ Flint Glass(แก้วที่มีตะกั่วผสมอยู่ เพื่อเพิ่มค่าดัชนีหักเหของแก้วให้สูงขึ้น) จำนวน 2 ชิ้น ด้านข้าง และส่วนกลางเป็น Crown Glass(แก้วที่ไม่มีตะกั่วผสมอยู่) 1 ชิ้น สามารถแก้ไขข้อบอพร่องในเรื่องสีที่ผิดปกติ (Color – Fringe effect or Chromatic Aberration และข้อบกพร่องในการเห็นภาพที่บิดเบี้ยวไปตามรูปทรงเลนส์ (Spherical Aberration) ได้เป็นอย่างดี

    ขั้นตอนการใช้แว่นขยาย 10 เท่า มีดังนี้คือ

    1. เช็ดอัญมณีให้สะอาดก่อนส่องด้วยแว่นขยายทุกครั้ง

    2. จับแว่นขยายให้อยู่ห่างจากตาประมาณ 1 นิ้ว ลืมตาทั้งสองข้างขณะดูจะช่วยให้ดูได้นานไม่ปวดตา และเพื่อให้มือที่จับแว่นขยายอยู่นั้นไม่สั่น ควรจัดให้มืออยู่ชิดติดกับใบหน้ามากที่สุด

    3. จับอัญมณีด้วยคีมคีบอัญมณี แล้วนำมาส่องดูโดยให้ระยะจากอัญมณี ถึงแว่นขยายประมาณ 1 นิ้ว และเพื่อให้มือที่จับคีมนั้นไม่สั่น ควรจัดให้มือที่จับอัญมณีนี้สัมผัสกับมือที่จับแว่นขยาย

    4. จัดให้แสงส่องเข้ามาทางด้านข้างพลอยโดยมีพื้นฉากสีดำจะช่วยให้มองเห็นมลทินภายในได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    5. ส่องดูลักษณะจากผิวภายนอกของอัญมณีก่อนแล้วจึงโฟกัสลึกลงไปเพื่อสังเกตลักษณะต่างๆ ที่มีภายในอัญมณี

    2. กล้องจุลทรรศน์อัญมณี(Gem Microscope)

    กล้องจุลทรรศน์อัญมณี เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจวิเคราะห์อัญมณีขั้นพื้นฐานที่มีประโยชน์มากเช่นเดียวกับแว่นขยาย แต่ข้อดีที่สำคัญคือสามารถปรับกำลังขยายได้ตั้งแต่ 10-70 เท่า จึงเห็นทั้งลักษณะทางกายภาพภายในและภายนอกของอัญมณีได้ชัดเจนกว่าแว่นขยาย 10 เท่า

    กล้องจุลทรรศน์อัญมณี เป็นกล้องจุลทรรศน์ 2 ตา(Binocular) ซึ่งประกอบด้วยเลนส์ 2 ส่วน คือ เลนส์วัตถุ(Objective) และเลนส์ตา(Eyapieces) ภาพที่เห็นจะเป็นภาพ 3 มิติ แสดงภาพตรงตามตำแหน่งของวัตถุจริง คือ หากมีมลทินภายในทางด้านขวาของอัญมณี เราก็จะเห็นภาพมลทินทางด้านขวาเช่นกัน ซึ่งต่างจากกล้องจุลทรรศน์แบบตาเดียว(Monocular) เนื่องจากภาพที่ได้จะกลับด้านจากความเป็นจริง

    วิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์อัญมณี

    1. เช็ดอัญมณีให้สะอาดก่อนส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ทุกครั้ง

    2. ส่องดูอัญมณีโดยใช้กำลังขยายที่ต่ำที่สุดก่อนเสมอ สังเกตลักาณะต่างๆภายใต้กล้อง

    3. ปรับกำลังขยายเพิ่มขึ้นเพื่อสังเกตมลทินภายในที่มีขนาดเล็ก

    4. ทดลองเปลี่ยนระบบไฟฟ้าที่จะช่วยให้มองเห็นมลทินแต่ละชนิดได้ดียิ่งขึ้น

     

     

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : www.finejewelthai.com

     

  • การจัดจำแนกอัญมณี

     

                เนื่องจากอัญมณีประกอบด้วยแร่ หิน และสารอินทรีย์ ดังที่ได้เรียนรู้มาในเบื้องต้น แต่อัญมณีส่วนใหญ่เป็นแร่ ดังนั้นการจำแนกอัญมณีจึงเน้นไปใช้หลักการในการจำแนกแร่

    แร่มีมากกว่า 3,000 ชนิดที่พบบนโลก แต่แร่ที่มีการนำมาใช้เป็นอัญมณีนั้นกลับมีเพียงไม่กี่สิบชนิด เนื่องจากแร่แต่ละแร่มีสมบัติและมีลักษณะทางเคมีเฉพาะตัว ดังนั้นดการจำแนกแร่นั้นจึงอาศัยสมบัติทางเคมีเป็นหลัก สามารถจำแนกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามองค์ประกอบทางเคมี คือกลุ่มแร่ที่ไม่มีธาตุซิลิกาเป็นองค์ประกอบ(Non-silicate Minerals) และกลุ่มแร่ที่ประกอบด้วยธาตุซิลิกา(Silicate Minerals)

    กลุ่มแร่ที่ไม่มีธาตุซิลิกาเป็นองค์ประกอบ (Non-silicate Minerals) สามารถแบ่งออกได้ตามกลุ่มลักษณะองค์ประกอบหลักทางเคมีย่อยๆดังนี้

    1. กลุ่มแร่เดี่ยว(Native Element Minerals) เช่น

    -       เพชร                       (C)

    1. กลุ่มแร่ที่มีองค์ประกอบเป็นออกไซด์(Oxidies, O) และไฮดรอกไซด์(Hydroxides, OH) มีไฮโดรเจน และออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ ร่วมกับธาตุอื่นๆได้แก่

    -       คอรันดัม                   (Corundum, AI2O3)

    -       สปิเนล                     (Spinel, MgAI2O4)

    -       คริโซเบริล                (Chrysoberyl, BeAI2O4)

    -       ฮีมาไทต์                   (Hematile, Fe2O3)

    1. กลุ่มแร่ที่มีองค์ประกอบเป็นคาร์บอเนต(Caebonate), ไนเตรต(Nitrate) และบอเรต(Borate) นั่นคือกลุ่มองค์ประกอบของ ออกซิเจน(O)-คาร์บอน(C), ออกซิเจน(O)-ไนโตรเจน(N) และออกซิเจน(O)-โบรอน(B) ร่วมกับธาตุชนิดอื่น ได้แก่

    -       แคลไซต์                  (Calcite, CaCO3)

    -       อะแรโกไนต์              (Aragonite, CaCO3)

    -       มาลาไคต์                 (Malachite, CuCO3(OH)2)

    -       โรโดโครไซต์             (Rhodochrosite, MnCO3)

    -       ซินเฮไลต์                 (Sinhalite, MgAIBO4)

    1. กลุ่มแร่ที่มีองค์ประกอบเป็นฟอสเฟต(Phosphate), อาซีเนต(Arsenate) และวานาเดต(Vanadate) คือ กลุ่มองค์ประกอบของ ออกซิเจน(O)-ฟอสฟอรัส(P), ออกซิเจน(O)-อาร์ซีนิก(As) และออกซิเจน(O)-วาเนเดียม(V) ร่วมกับธาตุชนิดอื่น ได้แก่

    -       อะพาไทต์                 (Apatile, Ca5(PO4)3(OH,F,CI))

    -       เทอร์คอยซ์               (Turquoise, CuAI6(PO4)4(OH)85H2O)

    กลุ่มแร่ที่มีธาตุซิลิกาเป็นองค์ประกอบ(Silicate Minerals) คือกลุ่มแร่ที่ประกอบด้วยซิลิกา(Si)-ออกซิเจน(O) ร่วมกับธาตุอื่นๆ ซึ่งอัญมณีส่วนใหญ่จะเป็นแร่ในกลุ่มนี้

    -       การ์เนต                    (Garnet Group, A3B2(SiO4)3)

    -       โรโดไนต์                  (Rhodonite, MnSIO3)

    -       เพทาย                     (Zircon, ZrSiO4)

    -       ควอตซ์                    (Quartz, SiO2)

    -       โทแพซ                    (Topaz, AI2SiO4(F, OH)3)

    -       เฟลสปาร์                  (Feldspar Group)

    -       เพริดอต                   (Peridot, (Fe,Mg)2SiO4)

    -       ลาซูไรต์                   (Lazurite, (Na,Ca)8(AISiO4)6(SO4,S,CI)2)

    -       แอนดาลูไซต์             (Andalusite, AI2AiO5)

    -       โซดาไลต์                 (Sodalite, Na8(AISiO4)6CI2)

    -       ซอยไซต์                  (Zoisite, Ca2AI3O(SiO4)(Si2O7)(OH))

    -       เซอร์เพนทีน              (Serpentine, Mg3Si2O5(OH)4)

    -       ไอโดเคลส                (idocrase, Ca10(Mg,Fe)2AI4(SiO4)5(Si2O7)2(OH)4)

    -       คริโซตอลลา             (Chrysocolla, Cu4H4Si4O10(OH)8)

    -       เจไดต์                      (Jadeite, NaAISI2O6)

    -       เบริล                        (Beryl, Be3AI2(SiO3)6))

    -       เนปไฟรต์                  (Nephrite, Ca2Mg5Si8O22(OH)2)

    -       ทัวร์มาลีน                 (Tourmaline, (Na,Ca)(Li,Mg,AI)(AI,Fe,Mn)6(BO3)3(Si6O18)(OH)4)

    -       ไดออบไซต์              (Diopside, CaMgSi2O6)

    -       ไอโอไลต์                 (Lolite, (Mg,Fe)2AI4Si5O18nH2O)

    -       สปอดูมีน                  (Spodumene, LiAISi2O6)

    กล่าวโดยสรุป หลักการในการจำแนกอัญมณี นั้นมีหลักการพื้นฐานเช่นเดียวกับการจำแนกแร่นั่นเอง อัญมณีที่เป็นแร่สามารถแบ่งตามกลุ่มเคมี และโครงสร้างได้เหมือนกับแร่ แต่สำหรับอัญมณีกลุ่มที่เป็นหินจะเรียกเป็นชื่อหินนั้นๆ เลยเป็นประเภท(Species) เช่น หินลาพิส ลาซูลี(Lapis Lazuli) และอัญมณีอินทรีย์จะมีเพียงประเภท(Species) และชนิด(Variety) เช่น ประการัง(Coral) มี 2 ชนิด คือ Red Coral และ Black Coral โดยในแต่ละชนิดนั้นอาจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปได้อีกตามสีและลักษณะที่พบเรียกว่า หรือชื่อทางการค้านั่นเอง

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : series.in.th

     

  • คำจำกัดความ “แร่” “หิน” และ “อัญมณีอินทรีย์”

                เมื่อเป็นที่รุ้กันว่าอัญมณีทั้งที่เป็นแร่ หิน และสารอินทรีย์ จึงเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ ต่อไปว่าความหมายของแร่นั้นคือ อะไรความหมายของหินคืออะไร และในแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง

     แร่(Minerals)

    หมายถึง ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นของแข็งสานเนื้อเดียว มีโครงสร้างของผลึกที่คงที่ และมีส่วนประกอบทางเคมีที่แน่นอน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในวงจำกัด

    สรุปลักษณะสำคัญของแร่

    -       เป็นสาร (ของแข็ง) ที่มีเนื้อเดียวกัน(Homogeneous Substance)

    -       เกิดตามธรรมชาติ

    -       ส่วนใหญ่เกิดโดยกระบวนการทางอนินทรีย์ แต่มีบ้างที่เกิดโดยกระบวนการอินทรีย์

    -       ประกอบด้วยธาตุหรือสารประกอบทางเคมีที่มีองค์ประกอบที่ค่อนข้างแน่นอน

    -       มีคุณสมบัติทางเคมี ทางฟิสิกส์ และทางแสงเฉพาะตัว อาจจะประกอบด้วยธาตุเดียวหรือหลายธาตุก็ได้

     

    ตัวอย่างแร่ที่เกิดจากธาตุเพียงชนิดเดียว เช่น เพชร(C), ทองคำ(Au), กำมะถัน(S) เป็นต้น

    ตัวอน่างแร่ที่เกิดจากธาตุมากกว่า 1 ชนิด เช่น ควอตซ์(Quartz), มีสูตรทางเคมีคือ SiO2 หรือคอรันดัม(Corundum) มีสูตรทางเคมีเป็น AI2O3

     

    หิน(Rock)

    พื้นผิวเปลือกโลกประกอบด้วยหินที่เกิดจากการรวมกลุ่มของแร่หลายชนิด เช่น หินแกรนิต ประกอบด้วย ควอตซ์(Quartz) และเฟลด์สปาร์(Feldspar) เป็นสำคัญ และยังมีแร่อื่นๆ ปนเข้ามาอีกเล็กน้อย โดยนักธรณีวิทยาจำแนกหินออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร ดังนั้นจึงพอจะสรุปความเข้าใจในความแตกต่างของแร่และหินดังที่กล่าวมาข้างต้น

    จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าหิน Lapis Lazuli ประกอบขึ้นมาจากแร่หลักๆ หลายชนิดเช่น ลาซูไรต์(Lazurie), ไพรอกซีน(Pyroxene), ไพไรต์(Pyrite) และแคลไซต์(Calcite) เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถมีแร่อื่นๆ ปะปนอยู่ได้อีก

     

    อัญมณีอินทรีย์(Organic Gems)

    อัญมณีบางชนิดที่เกิดตามธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเกิดจากกระบวนการอนินทรีย์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นหินหรือแร่ แต่อัญมณีเหล่านี้เกิดจากสิ่งมีชีวิต ซึ่งเกิดจากธรรมชาติมีความสวยงามและคงทนเพียงพอที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประดับร่างกายได้เช่นเดียวกับแร่หรือหิน ได้แก่ ไข่มุก ปะการัง เป็นต้น

     

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : weloveshopping.com

     

  • อัญมณีคืออะไร

    เมื่อกล่าวถึงอัญมณี เรามักจะนึกถึงหินมีค่าที่มีความสวยงาม ซึ่งโดยทั่วไปเป็นที่รู้กันว่าเพชรลัทับทิมคือ อัญมณี แต่หากกล่าวว่าปะการังก็เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งเช่นกัน ทั้งที่เพชรและทับทิมต่างก็เป็นแร่ขณะที่ปะการังนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คราวนี้คงจะเริ่มสร้างความสับสนขึ้นมาแล้วว่ามีหลักเกณฑ์ใดที่จัดว่าสิ่งไหนสามารถจัดเป็นอัญมณี

    คำจำกัดความของ “อัญมณี”

    คำว่า “Gemstone” และคำว่า “อัญมณี” นั้นมีผู้ที่ให้ความหมายเอาไว้หลายอย่างเช่น The term gemstone is applied to those materials, usually after they are cut and polished หรือ Gem is a mineral that is beautiful, rare, durable and portable(Klein and Hurlbut, Jr., 1988); ในขณะที่ศัพท์บัญญัติของคำว่าอัญมณีในภาษาไทยนั้นให้ความหมายว่า อัญมณี หรือรัตนชาติ หมายถึง แร่, หิน บางชนิด หรืออินทรีย์วัตถุ ที่ใช้ตกแต่งเป็นเครื่องประดับได้มีสมบัติ 3 ประการคือ

    1. สวยงาม(Beauty) :  ขึ้นอยู่กับสายตาของผู้พิจารณา และยากต่อการกำหนดเฉพาะเจาะจงตายตัว ซึ่งบางคนอาจจะเห็นความสวยงามของอัญมณีอยู่ที่ความโปร่งใส ประกายแวววาว หรือบางคนอาจจะพิจารณาที่สี โดยทั่วไปแล้ว ความงามของอัญมณีจะเป็นผลมาจากคุณสมบัติหลายๆ อย่างรวมกัน
    2. หายาก(Rarity) : เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคาและคุณค่าของอัญมณี ถ้าอัญมณีชนิดใดมีปริมาณจำกัดในการค้า จะมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเป็นเจ้าของอัญมณีนั้นๆได้ แต่คนที่ต้องการมีมาก และถ้าอัญมณีชนิดนั้นอาจะมาก อาจะจะเนื่องมากจากขนาด สีที่สวย ความโปร่งใส หรือคุณสมบัติทางแสงที่พิเศษ ก็ทำให้อัญมณีมีคุณค่า และมีราคาตามไปด้วย แต่อันที่จริงแล้วความหายากไม่ได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวภายในของอัญมณี แต่เป็นสิ่งที่ขึ้นกับกาลเวลา ความต้องการ และความนิยมของมนุษย์ในช่วงนั้นๆ
    3. คงทนถาวร(Durability) : ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางกายภาพ 3 ประการ คือคสวามแข็ง ความเหนียว และความมีสภาพทางเคมี

    -           ความแข็ง : เป็นคุณสมบัติของอัญมณีที่แสดงถึงความต้านทานคงทนต่อการขูดขีด ขัดสี และสึกกร่อน

    -           ความเหนียว : เป็นคุณสมบัติของอัญมณีที่แสดงถึงความต้านทานคงทนต่อการแตกกระเทาะ ปริ แตกร้าว

    -           ความมีเสถียรภาพทางเคมี : เป็นคุณสมบัติของอัญมณีที่แสดงถึงความต้านทานต่อการซีดจางของสี อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือสารเคมี

    สรุปได้ว่า อัญมณี หรือรัตนชาติ(Gem/Gemstone) คือ

    -           แร่ เช่น คอรันดัม(Corundum) เช่น ทับทิม(Ruby), ไพลิน(Blue Sapphire), บุษราคัม(Yellow Sapphire), เบริล(Beryl) เช่น มรกต(Emerald), อะความารีน(Aquamarine)

    -           หิน เช่น ออบซิเดียน(Obsidian), ลาพิส ลาซูลี(Lapis Lazuli)

    -           สารอินทรีย์ เช่น อำพัน(Amber), ไข่มุก(Pearl), ประการัง(Coral)

     

    ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

    CR ภาพ : dodeden.com